วันเสาร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เมื่อรับ ก็ต้องใช้ เมื่อให้ พระเจ้าก็เพิ่มพูน

เมื่อเรากำลังรับใช้พระเจ้า ประกาศ เลี้ยงดู หนุนใจผู้อื่นเท่ากับเรากำลังอยู่เพื่อพระคริสต์ พระเจ้ามีพระวจนะคำเป็นกุญแจให้เราใช้ไขปัญหาส่วนตัวที่พวกเราต้องพบเจอในแต่ละวัน 

ไม่ว่าเราจะเป็นผู้รับใช้มือใหม่หรือจะเป็นเซียนระดับแนวหน้าขนาดไหนก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าเราเองก็ต้องพบปัญหา ความกดดัน การทดลองใจเหมือนกันหมดทุกคนไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง ไม่ทางสามี ก็ภรรยา หรือไม่ก็ลูก หรือไม่ก็เพื่อนร่วมงาน พ่อแม่ตัวเอง

สิ่งสำคัญไม่ใช่ปัญหาที่เจอแต่สำคัญที่ว่าท่านและข้าพเจ้าจะตอบสนองต่อปัญหานั้นด้วยความคิด อารมณ์ ความรู้สึกของตัวเองหรือจะเลือกดูว่าพระเจ้าได้สอนไว้ บอกไว้ให้เราทำอย่างไร

ยกตัวอย่างเช่น มีคนนินทาว่าร้ายท่านและท่านรู้ แต่ท่านต้องร่วมงานกับเขา พระเจ้าสอนท่านว่าให้ทำดีต่อศัตรู อวยพรเขาอย่างแช่งด่าเขาเลย ท่านถูกเอาเปรียบเสียประโยชน์อย่างไม่ควรเสียเพราะท่านมีสิทธิ์ที่จะได้รับสิ่งนั้น แต่เพราะพระคำของพระเจ้าบอกว่า ทำไมท่านไม่ยอมให้เขาโกง  (1คร.6)
ทั้งหมดนี้ยากมากถ้าเราไม่รู้จักพระเจ้าเราจะไม่มีทางเลือกที่จะทำตามที่พระองค์ได้ตรัสสอนไว้

ที่ข้าพเจ้าพูดได้อย่างนี้เพราะข้าพเจ้าได้ทำสิ่งเหล่านี้อยู่ และยังคงทำต่อไป เนื่องจากทุกสิ่งที่พระเจ้าตรัสถูกซ่อนไว้ด้วยพระพรนานาประการ ข้าพเจ้าไม่สามารถเล่ารายละเอียดแก่ท่านได้ แต่ท่านสามารถทดลองดู พระคำของพระเจ้าที่ว่าหวานกว่าน้ำผึ้งนั้นเป็นเช่นไร เพราะเมื่อเราทำตามแล้วพระเจ้าผู้มองไม่เห็นด้วยตาจะปรากฏแก่ท่านและอวยพรท่าน

ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นพระเจ้า แต่ข้าพระเจ้านับพระพรจากพระเจ้าไม่เคยหมด ทุกครั้งที่ข้าพเจ้าหมด พระองค์ทรงเพิ่มพูน งานรับใช้จะง่ายดายและเดินอยู่ในการจัดเตรียมตลอดหนทาง ท่านจะอยุ่บนทางหลวงเสมอ เพราะพระคำของพระเจ้าจะนำท่านไป แม้จะเป็นหุบเขาเงามุจราชแต่ท่านเชื่อเถอะว่า
ท่านจะไม่ต้องเกรงอันตรายใดๆ เพราะพระเจ้าสถิตอยู่ด้วย!

วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การสถิตอยู่ของพระเจ้าเป็นเงาของเรา


ส่วนหนึ่งของสิทธิพิเศษของการรับใช้ คือการเรียนที่จะปลดปล่อยพระวิญญาณบริสุทธิ์ในสถานที่หนึ่ง

ในชุมชนของเราก็มีสถานบันเทิงและแหล่งอบายมุขอยู่อย่างเปิดเผย หาไม่ยาก ถ้าคริสเตียนทำธุรกิจกับคริสเตียนก็ไม่ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพราะเราเป็นเกลือ เป็นความสว่าง เพราะงั้นเราจะส่องสว่างได้ดีมากเมื่อเราอยู่ในความมืด

ถ้านกจะเข้าไปในร้านทำผมหรือตลาดสักแห่งหนึ่ง นกจะอธิษฐานเพื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะทรงถูกปลดปล่อยผ่านนก โอกาสในการรับใช้มากมายเกิดขึ้นเมื่อนกเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยการสถิตอยู่ของพระองค์ในสถานที่ต่างๆที่นกไป

มีคนนำคนป่วยมาวางไว้บนถนนโดยหวังว่าเงาของเปโตรจะทอดลงมาบนพวกเขาและจะหายป่วย (กิจการ5.15) เงาของเปโตรไม่ได้ทำให้เขาหายโรค เงาไม่ได้มีความสำคัญอะไร แต่เปโตรอยู่ใต้เงาของพระวิญญาณบริสุทธิ์ การสถิตอยู่นั้นทำให้เกิดการอัศจรรย์ การเจิมเป็นการแสดงออกแบบหนึ่งของพระวิญญาณบริสุทธิ์  พระองค์ทรงมีตัวตน ในพันธกิจของพระเยซูใครก็ตามที่แตะเสื้อผ้าของพระคริสต์ก็จะหายโรคหรือผีก็จะออก (มาระโก6.56) การเจิมเป็นการสิ่งที่ทำให้เรารู้ว่ามีการสถิตอยู่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์จริงๆ และพระองค์ทรงถูกปลดปล่อยเข้าสู่สภาพแวดล้อมของเราได้

เพื่อนผู้รับใช้ท่ามกลางเราคนหนึ่งได้ยุติการประกาศใหญ่เพราะทั้งหมู่บ้านกำลังโศกเศร้ากับการเสียชีวิตของเด็กหญิงวัย 9 ขวบ เพื่อนผู้รับใช้คนนั้นได้ไปเยี่ยมเยียนกระท่อมของครอบครัวนั้นเพื่อแสดงความเสียใจ เมื่อท่านอธิษฐานเพื่อครอบครัวนั้น มือของท่านบังเอิญจับมือเด็กน้อยนั้นอยู่ ท่านไม่ได้อธิษฐานเพื่อให้เธอฟื้นขึ้นจากความตาย แต่ภายในไม่กี่นาที เด็กหญิงก็บีบมือของท่าน เธอฟื้นจากความตายหลังเสียชีวิตไปแล้ว 12 ชั่วโมง

เหตุเพราะคน ๆ หนึ่งเต็มล้นด้วยฤทธิ์เดชแห่งการฟื้นขึ้นจากความตายของพระเยซู ขณะที่กำลังจะปลอบใจครอบครัวนั้น และขอพี่น้องทุกท่านจดจำไว้เสมอว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงถูกปลดปล่อยผ่านความเชื่อและความเมตตาสงสาร ความเชื่อและความเมตตาสงสารนั้นนำเราสู่การอัศจรรย์เสมอ....